Department of Educational Research and Psychology
Faculty of Education Chulalongkorn University
2025-02-01
ประเภทของการวิจัยเครือข่าย
ประเภทความสัมพันธ์ในเครือข่าย
การกำหนดขอบเขตการวิจัยเครือข่าย
ความคลาดเคลื่อนในข้อมูลเครือข่าย
ประเด็นเชิงจริยธรรมของการวิจัยเครือข่าย
Experiments
Quasi-Experiment
Survey Research
Qualitative Research
Ethnography Research
Cross-sectional
Longitudinal
แบ่งกลุ่มนิสิตออกเป็น 2 กลุ่ม แต่ละกลุ่มช่วยกันอ่าน paper ที่ได้รับมอบหมาย อภิปรายร่วมกันภายในกลุ่มเพื่อตอบคำถามต่อไปนี้
ประเภทของงานวิจัย
ความสัมพันธ์ของเครือข่ายคืออะไร และโหนดของเครือข่ายคืออะไร
ระดับการวิเคราะห์ (เป็นการวิเคราะห์ระดับใด dyadic, node หรือ network-level หรือมีมากกว่าหนึ่งระดับ)
ลักษณะความสัมพันธ์ในเครือข่ายเป็นแบบใด (relational states หรือ relational events)
ตัวแปรสำคัญในงานวิจัยมีอะไรบ้าง (ระบุตัวแปรตาม ตัวแปรอิสระที่สำคัญ)
หากเขียนเครือข่ายในงานวิจัยในรูปของ adjacency matrix แล้วจะมีลักษณะเป็นกี่ way กี่ mode?
Whole-network designs: วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคู่ของโหนดทั้งหมดภายในขอบเขตของการวิจัย เช่น ใครเป็นเพื่อนกับใครบ้างในกลุ่มนักเรียนทั้งห้องเรียนหรือโรงเรียน
วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทุกคู่ของโหนดในเครือข่าย (เก็บข้อมูลระดับ dyadic-level)
สามารถวิเคราะห์เครือข่ายได้ครอบคลุม เหมาะกับงานที่ต้องการศึกษาประเด็นเกี่ยวกับตำแหน่งเชิงโครงสร้างในเครือข่าย
ใช้ทรัพยากรมากกว่า และการเก็บรวบรวมข้อมูลอาจจะยาก
Personal-network designs: การวิจัยลักษณะนี้จะมีการกำหนดเซตหรือชุดของโหนดที่เป็นจุดสนใจเรียกว่า egos และเซตของโหนดอื่น ๆ ที่เรียกว่า alters
เน้นศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโหนดเป้าหมายกับ alter
ให้สารสนเทศที่มีความละเอียดและลึกมากกว่าเกี่ยวกับเครือข่ายของโหนดเป้าหมาย
เก็บข้อมูลได้ง่ายกว่า ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า
ไม่มีข้อมูลของเครือข่ายทั้งหมดในภาพรวม สามารถวิเคราะห์โครงสร้างของเครือข่ายทั้งหมดได้
Primary Data
Secondary Data
Social Media/Internet Data
| ประเภท | ลักษณะความสัมพันธ์ | Note |
| Co-Occurences |
|
|
| Social relation |
|
|
| ประเภท | ลักษณะความสัมพันธ์ | Note |
| Mental relation |
|
|
| Interactions |
|
|
| Flows and reactions |
|
คุณลักษณะของโหนด (คน สัตว์ สิ่งของ) ภายในเครือข่าย
อาจจำแนกได้เป็นสองประเภท และงานวิจัยเครือข่ายทุกชิ้นมักมีตัวแปรทั้งสองประเภทนี้
Network-derived attributes เช่น centrality
Non-network attributes เช่น ภูมิหลัง ทัศนคติ ความคิดเห็น/ความรู้สึก ความสามารถ ผลสัมฤทธิ์
ขนาดประชากร (ขนาดเครือข่าย) vs ประเด็นปัญหาวิจัย/คำถามวิจัย
Egos vs Alters
Whole-Network: Ego และ Alters เป็นกลุ่มเดียวกัน
Personal-Network: Ego และ Alters เป็นคนละกลุ่มกัน
แนะนำใช้ Personal-Network Design
เน้นการกำหนดขอบเขต egos และออกแบบการได้มาซึ่งตัวอย่างที่เหมาะสม (แต่ก็ไม่เสมอไป)
ยืดหยุ่นไม่ต้องศึกษาและกำหนดขอบเขตของ alters ล่วงหน้า
Ego แต่ละหน่วยอาจมีเครือข่ายทางสังคมที่แตกต่างกัน และอาจมีขอบเขตของ alter เฉพาะ
ความยืดหยุ่นในเชิงการเก็บรวบรวมข้อมูล
มีความหลากหลายของข้อมูล
ใช้ egos เป็นผู้ให้ข้อมูลของ alters ซึ่งง่ายต่อการเก็บข้อมูล แต่ ego บางคนหรือหลายคนอาจมีการรับรู้ข้อมูลของ alters ที่คลาดเคลื่อน
บางกรณีข้อมูลการรับรู้สำคัญกว่าความจริง
Sociological group หมายถึง กลุ่มคนที่มีการโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และมีคุณลักษณะบางอย่างที่ทำให้บุคคลในกลุ่มมีความรู้สึกถึงความเป็นกลุ่มหรือยอมรับจากสมาชิกภายในกลุ่ม กลุ่มเหล่านี้มีโครงสร้างทางสังคม บทบาท และความสัมพันธ์ที่อาจมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนหรือไม่ก็ได้ ซึ่งนำไปสู่การกำหนดขอบเขตสมาชิกของกลุ่ม
นักวิจัยควรระบุขอบเขตของกลุ่มให้ชัดเจนและถูกต้อง
ไม่ควรพลาดสมาชิกที่แท้จริง
ไม่ควรรวมบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกเข้ามาในการวิจัย
ตัวอย่าง sociological group
ครอบครัว
ทีมกีฬา
ชุมชนท้องถิ่น
กลุ่มเพื่อนสนิท
ชุมชนออนไลน์
Fuzzy boundaries
เครือข่ายความไว้วางใจในห้องเรียนส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานกลุ่มหรือไม่
การวิเคราะห์เครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับมโนทัศน์ที่ถูกต้องทางสถิติและผลกระทบต่อการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
โหนด
egos
alter
ความสัมพันธ์
ขอบเขตการวิจัย
กรณีที่ขอบเขตกลุ่มมีความคลุมเครือ แต่นักวิจัยมองว่าการเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อปรับแต่งของเขตกลุ่มได้
แหล่งข้อมูลเบื้องต้น หรือ sampling frame ที่ได้จากฐานข้อมูล หรือรายชื่อสมาชิกต่าง ๆ
ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมเพิ่มเติม เช่น perception ของผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความเป็นสมาชิกของหน่วยข้อมูลใน sampling frame หรืออาจเป็นข้อมูลเชิงบริบท
ต้องการกำหนดขอบเขตการวิจัย โดยจะต้องเป็นครูที่มีส่วนร่วมใน PLC อย่างแท้จริง
ใช้เกณฑ์ภายนอก เช่น ฐานข้อมูล PLC ของโรงเรียนมาช่วยกำหนดขอบเขต
คัดกรองครูที่ไม่ได้มีส่วนร่วมจริง ๆ ออกไป โดยอาจใช้การรับรู้ของครูแต่ละคนเกี่ยวกับระดับการมีส่วนร่วม หรือจัดกลุ่มครู
Omission errors – การขาดความสัมพันธ์ หรือ โหนด
Commission errors – การรวมโหนด หรือระบุความสัมพันธ์ที่ผิดพลาด
ถ้าข้อมูลเส้นเชื่อมระหว่าง w7 กับ s1 ขาดหายไปเกิดอะไรขึ้น
ถ้ามีการเติมเส้นเชื่อมระหว่าง w5 กับ s1 จะเกิดอะไรขึ้น
การเข้าใจธรรมชาตของโหนดและความสัมพันธ์ที่คลาดเคลื่อน เช่น นักเรียนที่เลือกแผนการเรียนเดียวกัน (co-attendance) ถูกตีความหมานว่าเป็นเพื่อนกัน (มีความสัมพันธ์เชิงสังคม) ซึ่งอาจไม่ถูกต้อง two-mode network —> one-mode
ความคลาดเคลื่อนจากการวัดหรือจากการบันทึกข้อมูล
การจัดกระทำข้อมูล
การยุบรวมข้อมูล เช่น การรวมข้อมูลข้ามช่วงเวลา หรือการรวมข้อมูลข้ามกลุ่ม
นักวิจัยจำเป็นต้อง trace-off ระหว่าง ความจำเป็นทางการวิจัย กับ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ต่อผู้ให้ข้อมูลและผู้ถูกรายงานข้อมูล
ประเด็นเกี่ยวกับผู้ประสงค์ไม่ให้ข้อมูล
การรายงานข้อมูลของผู้อื่น บางกรณีผู้ที่ถูกรายงานอาจจะไม่ต้องการถูกพูดถึง
ความเป็นเจ้าของความสัมพันธ์ – ความสัมพันธ์ทางสังคมหลายประเภท เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่าย
การรายงานข้อมูลโดยเฉพาะในลักษณะทัศนภาพข้อมูล ควรปกปิดชื่อโหนดหรือข้อมูลที่จะทำให้สามารถระบุตัวตนของโหนดได้
ผู้ให้ข้อมูลไม่คุ้นเคยกับงานวิจัยประเภทเครือข่าย ไม่สามารถคาดถึงผลกระทบที่แท้จริงของการให้ข้อมูลเครือข่าย เช่น การถูกระบุว่าเป็น isolate หรือ centrality ในเครือข่ายความขัดแย้ง
ใช้แบบฟอร์มการยินยอมการเปิดเผยหรือให้ข้อมูลที่ชัดเจน (มากกว่าการวิจัยปกติ)
อธิบายลักษณะของงานวิจัย โดยเฉพาะ การเปิดเผยข้อมูลเครือข่าย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
อธิบายลักษณะการนำข้อมูลไปใช้ ผลการวิจัยจะต้องมีการรายงานหรือเผยแพร่อย่างไร ให้กลุ่มบุคคลใดบ้าง
อธิบายตัวอย่างผลการวิเคราะห์ หรือผลลัพธ์ที่จะได้รับ เช่น การระบุศูนย์กลางของเครือข่าย การระบุ isolate
ปกปิดตัวตน หลีกเลี่ยงการรายงานข้อมูลดิบ และข้อมูลที่จะนำไปสู่การระบุตัวตนในเครือข่ายได้
หลีกเลี่ยงการกดดันผู้ให้ข้อมูล
ควบคุมการเข้าถึงข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลดิบ
หลีกเลี่ยงการรายงานผลที่จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับ
ออกแบบคำถามให้เหมาะสม
สร้างกลไกปกป้องผู้ให้ข้อมูล เช่น สิทธิ์ในการถอนตัวออกจากการวิจัย หรือช่องทางร้องเรียน แจ้งข้อกังวลหากผู้ให้ข้อมูลรู้สึกว่าข้อมูลถูกใช้อย่างไม่เหมาะสม
พิจารณาและตรวจสอบผลกระทบที่เกิดจากการเปิดเผยข้อมูล
นำเสนอให้คณะกรรมการ IRB พิจารณา
Assistant Prof. Dr. Siwachoat Srisuttiyakorn
Department of Educational Research and Psychology
Faculty of Education Chulalongkorn University